กำเนิดดาราจักรหรือกาแล็กซี่


ราว 500 – 10,000 ล้านปี หลังจากกำเนิดเอกภพ อุณหภูมิของก๊าซไฮโดรเจน และฮีเลี่ยมที่เกิดขึ้นจากบิ๊กแบง (Big Bang) ค่อยๆลดลง แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลเริ่มมากขึ้น จึงทำให้ก๊าซรวมกลุ่มกัน เกิดการหมุนวนของกลุ่มก๊าซ และค่อยๆหดตัวลง โดยแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ หลายแสนล้านกลุ่ม แต่ละกลุ่มพัฒนากำเนิดเป็นดาราจักร หรือกาแล็กซี่ ภายในแต่ละดาราจักร หรือกาแล็กซี่ กลุ่มก๊าซจะค่อยๆรวมกันเป็นกลุ่มย่อยๆ อีกนับล้าน กลุ่ม เกิดการหมุนวนของกลุ่มก๊าซย่อยๆ และค่อยๆหดตัวลง เป็นการ กำเนิดดาวฤกษ์ กระจุกดาวฤกษ์ และส่วนประกอบอื่น เช่น เนบิวลา หลุมดำ

ดาวฤกษ์ กำเนิดจากกลุ่มก๊าซไฮโดรเจน และฮีเลียม ที่รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อยๆ ภายใน ดาราจักร หรือ กาแล็กซี่ และหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีรูปร่างเป็นก้อนทรงกลม จึงมีแรงโน้มถ่วง ดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางของดาวฤกษ์ น้ำหนักของก๊าซที่อยู่ผิวนอกหรือด้านบน จะกดทับก๊าซที่อยู่ด้านในใจกลางหรือด้านล่าง ทำให้ก๊าซในใจกลาง มีความหนาแน่นมากขึ้น แรงดันสูงขึ้น อุณหภูมิในใจกลางดาวฤกษ์จึงสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิในใจกลางดาวฤกษ์ สูงมากกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียส จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น เผาไหม้หลอม ก๊าซไฮโดรเจน กลายเป็นฮีเลี่ยม แรงระเบิดจากปฎิกิริยาดังกล่าว จะทำให้ดาวฤกษ์ พยุงตัว รับน้ำหนักกดทับที่เกิดจากก๊าซด้านนอกได้ ดาวฤกษ์ที่กำเนิดขึ้นมา จึงอยู่ในภาวะสมดุลย์

ภายในหนึ่งดาราจักร หรือกาแล็กซี่ อาจมีดาวฤกษ์ จำนวนไม่กี่แสนดวง หรืออาจมีดาวฤกษ์เป็นจำนวน มากถึง ล้าน ล้านดวง ดาวฤกษ์ที่กำเนิดขึ้น มีหลายขนาด ดาวฤกษ์ไม่ได้กำเนิดพร้อมกัน อายุขัย ของดาวฤกษ์ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณ หรือ มวลของก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิง คือไฮโดรเจน ฮีเลี่ยม ที่รวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์

ดาราจักร หรือกาแล็กซี่ ที่กำเนิดขึ้น มีอยู่หลายแบบด้วยกันคือ

ดาราจักรทรงรี (elliptical galaxy)

ดาราจักรก้นหอย (spiral galaxy)

ดาราจักรแปลก (peculiar galaxy)

ดาราจักรชนิดดาวกระจาย (starburst galaxy)

ดาราจักรไร้รูปแบบ (irregular galaxy)

ปัจจุบัน มีการตรวจพบดาราจักร หรือกาแล็กซี่ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่ามี ดาราจักร หรือกาแล็กซี่ มากกว่า 5 แสนล้าน โดยดาราจักร หรือกาแล็กซี่ ส่วนใหญ่ จะจับกลุ่มกัน เรียกว่า กระจุกดาราจักร (cluster) ถ้ามีขนาดใหญ่เรียกว่า กลุ่มกระจุกดาราจักร (supercluster)

ดาราจักร หรือกาแล็กซี่ทางช้างเผือก (Milky Way) คือดาราจักร หรือกาแล็กซี่ ที่ ระบบ สุริยะ ของเราอาศัยอยู่ เป็นดาราจักรแบบก้นหอย ดวงอาทิตย์ เป็นเพียงดาวฤกษ์ ขนาดกลางดวงหนึ่ง ใน จำนวนดาวฤกษ์ที่มีอยู่ในดาราจักรทางช้างเผือก มากกว่าแสนล้านดวง

ดาราจักร หรือกาแล็กซี่ ส่วนมาก เป็นแบบ ดาราจักรแคระ คือมีจำนวนดาวฤกษ์ อยู่ประมาณ พันล้านดวง มีขนาดเพียงหนึ่งในร้อยส่วนของทางช้างเผือกเท่านั้น

ที่มา:http://www.origins-earth-life.com

โพสท์ใน กำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิต | ใส่ความเห็น

กำเนิดระบบสุริยะ


ดวงอาทิตย์ และดาวบริวาร รวมกันเรียกว่า ระบบสุริยะ (Solar System) กำเนิดขึ้นเมื่อราว 4,600 ล้านปีก่อน โดยกำเนิดจากเนบิวลา หรือกลุ่มก๊าซ ที่หลงเหลือจากซุปเปอร์โนวา ของดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ ดวงใดดวงหนึ่งในทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาดกลางดวงหนึ่ง ในจำนวนดาวฤกษ์มากกว่า แสนล้านดวงในทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์อาจเป็นดาวฤกษ์เกิดใหม่ รุ่นที่ 2 หรือมากกว่านั้น ดาวบริวาร หรือดาวเคราะห์ที่กำเนิดขึ้นในระบบสุริยะจึงมีธาตุ ที่มีมวลโมเลกุลใหญ่กว่าไฮโดรเจน และฮีเลี่ยม เป็นธาตุหนักเช่น คาร์บอน ออกซิเจน ไปจนถึง เหล็ก ปะปนอยู่ด้วย ดังเช่นที่พบบนดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดวงจันทร์ของดาวเคระห์ดังกล่าวหรือ เทหวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะ ธาตุหนักเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากการหลอมไฮโดรเจน เป็น ฮีเลี่ยม และธาตุที่มีมวลโมเลกุลใหญ่ขึ้น โดยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ในดาวฤกษ์รุ่นก่อนที่จะเกิด ซุปเปอร์โนวา (supernova) ดังกล่าว มวลส่วนผิวนอก ของดาวฤกษ์ที่ถูกแรงระเบิดสาดออกมาตอนเกิด ซุปเปอร์โนวา (supernova) ได้กลายมาเป็นเนบิวลา หรือกลุ่มก๊าซ ที่เป็นต้นกำเนิด ของ ดวงอาทิตย์ และระบบสุริยะ ที่เราอาศัยอยู่

เนบิวลา หรือกลุ่มก๊าซ ที่เป็นต้นกำเนิดดวงอาทิตย์ และระบบสุริยะ มีรูปร่างคล้ายจานแบน หมุนรอบตัวเองตลอดเวลา กลุ่มก๊าซจะค่อยๆหดตัวลง ในขณะที่ความเร็วในการหมุนรอบตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มก๊าซที่อยู่ด้านในจะเริ่มรวมกลุ่มเป็นดาวฤกษ์รุ่นใหม่ คือดวงอาทิตย์ และเพื่อรักษาสมดุลย์ของระบบ กลุ่มก๊าซที่อยู่ด้านนอกจะค่อยๆแยกตัวออกมาเป็นวงแหวน เมื่อดวงอาทิตย์หดตัวเล็กลงเรื่อยๆ จะค่อยๆกำเนิดวงแหวนของก๊าซด้านนอก แยกออกมาอีกทีละชั้น วงแหวนที่กำเนิดขึ้นมานี่เอง เป็นวัตถุดิบในการ กำเนิดโลก กำเนิดดาวบริวาร หรือดาวเคราะห์ อื่น อีก ทั้ง 7 ดวง รวมทั้งดวงจันทร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงด้วย ส่วนที่เหลือ กลายเป็นดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง อุกาบาต และเทหวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะ

ดวงอาทิตย์ มีเนื้อมวลคิดเป็น 99.87% ของมวลทั้งหมดในระบบสุริยะ เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลก มากกว่า 100 เท่า อุณหภูมิที่ใจกลางดวงอาทิตย์ สูงกว่า 10 ล้านองศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ิผิว ราว 5,500 องศาเซลเซียส ปัจจุบันดวงอาทิตย์ใช้ชีวิตมาแล้วครึ่งหนึ่ง บริโภคมวลสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน วินาทีละ 4 ล้านตัน อีกราว 4,600 ล้านปี ดวงอาทิตย์ก็จะพบจุดจบ แต่ดวงอาทิตย์ ขนาดไม่ใหญ่เพียงพอที่จะเกิด ซุปเปอร์โนวา (supernova) ดวงอาทิตย์จะขยายขนาดใหญ่ขึ้น กลายเป็นดาวยักษ์แดง เผาไหม้กลืนกินโลกของเรา ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะเผาไหม้เชื้อเพลิงด้านนอกจนเกือบหมด แล้วจึงจะหดตัวมีขนาดเล็กลง สิ้นอายุ กลายเป็นดาวแคระขาว ต่อไป

ที่มา:http://www.origins-earth-life.com

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น